ขั้นตอนการสมัครสมาชิกแอป Loga

ขั้นตอนการสมัครสมาชิกแอป Loga

  1. ดาวน์โหลดแอป Loga
    ระบบ IOS: https://itunes.apple.com/app/longdo-cards/id380920816
     ระบบ Android: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.longdo.cards.client
  2. สมัคร สมาชิกโดยเบอร์เบอร์โทรศัพท์, อีเมล หรือ Facebook
  3. กรอกข้อมูลส่วนตัว ชื่อ วันเกิด เพศ และที่อยู่ ถ้าไม่สะดวกกรอกให้กด Later (ข้าม)
  4. กรอกรหัส OTP 4 ตัว ที่ได้รับทาง SMS 
  5. การสมัครเสร็จเรียบร้อย
  6. ค้นหาบัตรสมาชิก หรือสแกน Qr code เพื่อสมัครเป็นสมาชิก

What’s Loga?

1200

รู้หรือไม่ว่า การสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ให้กับลูกค้า (Customer Loyalty) ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และมีประโยชน์กับร้านค้าอย่างมาก ทั้งช่วยเพิ่มยอดขาย และช่วยลดต้นทุนทางการตลาด เพราะถ้าคุณมีลูกค้าประจำที่เป็นแฟนตัวยงร้านของคุณแล้ว จะช่วยให้ร้านค้าของคุณมียอดขายที่มั่นคงกว่ายอดขายที่ได้จากลูกค้าขาจรแน่นอน และก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มงบไปกับการการทำการตลาดที่ใช้ต้นทุนสูงอีกต่อไป แถมลูกค้าประจำของคุณยังช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ให้อีกด้วยการแนะนำให้คนรอบข้าง จนเกิดเป็นการตลาดแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) ซึ่งเป็นการตลาดที่ได้ผลดี และไม่ต้องลงทุนทำเอง ซึ่งพอได้รู้ประโยชน์ของการทำ Customer Loyalty แบบนี้แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นหลาย ๆ ร้าน หันมาทำ Customer Loyalty ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำบัตรสะสมแต้ม คูปอง หรือจัดแคมเปญการตลาดอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกในครั้งต่อ ๆ ไป แต่การทำบัตรสมาชิกพลาสติกแบบเดิมนั้นมีความยุ่งยาก ยิ่งคูปอง หรือบัตรสะสมแต้มต้องมีการจัดพิมพ์เอกสาร สิ้นเปลือง ลูกค้าเองก็ไม่อยากที่จะพกอะไรให้รกกระเป๋าด้วย การวัดผลทางสถิติก็ทำได้ยาก ทำให้ร้านค้าไม่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าได้ ดังนั้น Loga จึงได้ถูกพัฒนามาเพื่อลดข้อจำกัดต่าง ๆ เหล่านี้ 

Loga คือ เครื่องมือที่ช่วยให้ทุก ๆ ร้านค้าสามารถทำ Customer Loyalty ได้อย่างง่ายดาย และทันสมัยผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน โดย Logaเน้นการที่ไม่ต้องให้ลูกค้าพกบัตรให้ตุงกระเป๋า โดยย้ายทุกอย่างมาอยู่ในแอปพลิเคชันเดียว ไม่จำเป็นต้องมีบัตรพลาสติกโดยจะใช้เป็น E-Cardsแทน และลูกค้าสามารถตรวจสอบแต้มสะสมในการได้รับของสมนาคุณทางมือถือได้อย่างง่ายดาย ร้านค้าไม่ต้องมาคอยนั่งส่งจดหมาย หรือ SMS อีกต่อไป โดยสามารถแจ้งข้อเสนอ และโปรโมชั่นใหม่ด้วย Push Notification ผ่านแอปพลิเคชันได้เลย ไม่ต้องพิมพ์คูปองกระดาษแจกแบบเดิม ๆ แต่จะแจกเป็น E-Couponแทน โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขการใช้ได้ เช่น ทุกวัน, เดือนเกิด เป็นต้น นอกจากนี้ภายในแอปยังสามารถทำธุรกรรมการเงินได้เลย ทำให้ร้านค้าสามารถขายสินค้าบนแอปพลิเคชัน ช่วยเพิ่มช่องทางการขายที่หลากหลายมากขึ้น โดยสามารถชำระเงินผ่าน Loga Payเพียงแค่สแกน และจ่ายเงินเท่านั้น อีกทั้งยังสามารถดูข้อมูลสถิติการใช้งานได้ตลอดเวลา ไม่เปลืองแรงพนักงานมานั่งสรุปผ่าน Loga Spot on เปรียบเสมือนเครื่องมือสำหรับติดตามพฤติกรรมลูกค้า การตอบรับของลูกค้า รางวัล และกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งแสดงผลผ่าน Dashboardทำให้รู้จักลูกค้ามากขึ้น และนำไปปรับแผนทางการตลาดให้เหมาะสมได้

Logaได้รวมทุกคุณสมบัติที่คุณต้องการในแอปพลิเคชันเดียวในราคาที่เอื้อมถึงได้ โดย Loga ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้บริษัท โลกา (ประเทศไทย) ที่ได้พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อช่วยเพิ่มยอดขายให้กับทุกร้านค้า โดยการสร้างฐานลูกค้าประจำด้วยการทำกิจกรรม Customer Loyalty กับลูกค้า สามารถเริ่มใช้งานได้ฟรีทันที!

มาสะกดใจลูกค้าด้วยLogaกันเถอะ หากสนใจติดต่อได้ที่ marketing@loga.app

แอปพลิเคชัน Loga Merchants


แอปพลิเคชัน Loga Merchants คือ แอปพลิเคชันสำหรับโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ มีคุณสมบัติในการจัดการระบบสมาชิก มีลักษณะการจัดการระบบสมาชิกคล้ายๆ Merchant Website ขนาดย่อ โดยผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดได้โดยเข้าไปที่ Google Play Store แล้วค้นหา “Loga Merchants” เพื่อดาวน์โหลด หรือสแกน QR code ด้านล่างเพื่อดาวน์โหลด


แอปพลิเคชัน Loga Merchants รองรับการใช้งาน ดังนี้

1) สแกน QR code หน้าบัตร

2) พิมพ์เบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าเพื่อเพิ่มแต้ม หักแต้ม เพิ่มเครดิต หักเครดิต

3) ดูข้อมูลลูกค้า (Customer Information; Registered Date/ Expiry Date/ Points/ Credits/ Plastic Card Serial)

4) เพิ่มบัตรพลาสติก (Add Plastic Card by QR scanner/ by NFC)

5) ดูรายการใช้งาน (Transaction; All/ Coupons/ Points/ Credits)

6) เพิ่ม/หักแต้มสะสม (Add / Use Point)

7) สร้างตั๋วแต้ม (Generate Point Ticket)

8) เพิ่ม/หักเครดิต (Add/ Use Credit)

10) สร้าง QR code เครดิต (Generate QR code Credit)

11) สร้างโพสต์/ดูประวัติการโพสต์ (Create Post/ See Post History)

12) ดูประวัติคูปอง/ แสดง QR code (See Coupon History/ Show Coupon QR code)

วิธีการใช้ แอปพลิเคชัน Loga Merchants

  1. ติดตั้งแอปและเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีเดียวกับที่ใช้ในหน้าเว็บไซต์


2. เมื่อเปิดเข้ามา จะพบว่าหน้าแรกของ แอปพลิเคชัน Loga Merchants (แสดงดังรูป) เป็นขั้นตอนแรกในการเข้าสู่ฟีเจอร์การจัดการระบบบัตรสมาชิกของลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยสามารถเลือกเป็นการสแกน QR code หรือพิมพ์เบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าก็ได้


3. หากเลือกสแกน QR code หน้าบัตรของลูกค้า ระบบจะเปิดกล้องหลังอัตโนมัติ ทางผู้ถือ แอปพลิเคชัน Loga Merchants สามารถนำไปสแกนที่ QR code ของลูกค้า หรือ พิมพ์รหัส UID ของลูกค้าที่หน้าบัตรก็ได้ ดังภาพ


4. เมื่อเข้าไปที่หน้าสมาชิก จะปรากฏ 2 ฟีเจอร์คือ แต้ม และ เครดิต ดังภาพ



5. หากกลับไปที่หน้าหลัก แล้วกดที่รูปบัตรของทางร้านค้า จะปรากฎแถบเมนูต่างๆ ดังภาพ


6. แท็บแรก เป็นการแสดงรายการใช้งานที่ผ่านมา (Transaction) โดยสามารถเลือกประเภทได้


7. ฟีเจอร์แต้ม รองรับการสร้าง QR code สำหรับการเพิ่มแต้มลูกค้า (ตั๋วแต้ม)


8. ฟีเจอร์เกี่ยวกับเครดิต รองรับการสร้าง QR code สำหรับการเพิ่มเครดิตให้ลูกค้า


9. ฟีเจอร์เกี่ยวกับโพสต์ สามารถทำได้ 2 ฟังก์ชัน คือ ดูรายการโพสต์ที่ผ่านมาของบัตร และสร้างโพสต์ใหม่ (Basic)


10. ฟีเจอร์เกี่ยวกับคูปอง สามารถทำได้ 2 ฟังก์ชัน คือ ดูรายการคูปองของบัตร และ แสดง QR code เพื่อให้ลูกค้าสแกน redeem คูปองที่หน้าร้าน


แอปพลิเคชัน Loga Merchants เหมาะกับร้านค้าประเภทไหน?

แอปพลิเคชัน Loga Merchants สามารถใช้งานได้ในฟังก์ชันที่สำคัญในการจัดการการใช้งานบัตรสมาชิก แต่ก็ไม่สามารถใช้ทดแทน Merchant Website ได้ทั้งหมด แต่อย่างอย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชัน Loga Merchants ก็ยังถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อทางฝั่งร้านค้าเป็นอย่างมาก เนื่องจาก สะดวก ใช้งานง่าย และครอบคลุมในการใช้งานระบบสมาชิกที่สำคัญ โดยในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงประเภทของร้านค้าที่เหมาะกับการใช้ แอปพลิเคชัน Loga Merchantsในการจัดการระบบบัตรสมาชิก Loga ดังนี้

1) ร้านค้าที่ไม่ได้เชื่อมต่อ API เข้ากับเครื่อง POS (Point Of Sale)

2) ร้านค้าที่ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คประจำร้านเพื่อใช้งาน

3) ร้านค้าที่สภาพลูกค้าไม่หนาแน่นจนเกินไป

4) ร้านค้าที่ต้องการเพิ่มแต้ม/เครดิตลูกค้าแบบ real-time

5) ร้านค้าที่ต้องการให้พนักงานหลายๆ คนมีเครื่องเพิ่ม/หัก แต้ม-เครดิตลูกค้า

คำถามทางเทคนิคที่พบบ่อย



แต้มของผู้ใช้มีวันหมดอายุหรือไม่

โดยปกติ แต้มของผู้ใช้ในระบบ จะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม ของปีถัดไป ตัวอย่าง เช่น แต้มที่ได้รับในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 จะหมดอายุในในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 แต้มในขณะใดขณะหนึ่งของผู้ใช้อาจประกอบด้วยกลุ่มแต้มที่มีวันหมดอายุต่างๆ กัน เช่น ได้รับแต้มมาในคนละปีกัน, ตั้งแต่ต้นปี แอปจะขึ้นแสดงจำนวนแต้มที่จะหมดอายุภายในสิ้นปีปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ใช้ทราบและรีบใช้แต้มแลกของรางวัลก่อนที่จะหมดอายุ

บัตรสมาชิกของผู้ใช้มีวันหมดอายุหรือไม่

บัตรสมาชิกในระบบ จะมีอายุ 1 ปี นับตั้งแต่วันสมัครสมาชิก, เมื่อใกล้จะหมดอายุ (1 เดือนก่อนวันหมดอายุ) ในแอปจะมีการขึ้นเตือนว่าบัตรใกล้หมดอายุ (Expiring) ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม Renew เพื่อต่ออายุได้

ในกรณีแอปในชื่อของร้านค้าเอง (Ultimate Plan) บัตรสมาชิกจะถูกต่ออายุโดยอัตโนมัติ เมื่อเปิดเข้าแอป ผู้ใช้ไม่มีความจำเป็นต้องต่ออายุสมาชิกแต่อย่างใด

กลยุทธ์บัตรสมาชิกของ Starbucks



ร้านกาแฟหลากสาขาจากอเมริกาที่คนไทยรู้จักดี สตาร์บัคก็มีกลยุทธ์ด้าน Customer Loyalty ที่น่าสนใจ ที่เรียกว่า My Starbucks Reward Program ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากเหล่าลูกค้าประจำของร้าน เรามาดูกันว่าสตาร์บัคมีวิธีการในการผูกใจลูกค้าอย่างไร


จากข้อมูลเมื่อเดือน กรกฏาคม ปี 2015 สตาร์บัครายงานยอดรายได้สุทธิรายสามเดือนเพิ่มขึ้นถึง 18% อันเป็นผลมาจากการใช้ Digital tools ในโครงการ Reward Program นี้ โดยมีจำนวนลูกค้าผู้ใช้อย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 28% รวมจำนวนผู้ใช้มีมากถึง 10.4 ล้านคน แถมยังเป็นบัตรทองถึง 6.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 32% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ถือเป็นการทำ Customer Loyalty ที่มีฐานผู้ใช้หรือลูกค้าประจำจำนวนมาก และส่งผลลัพธ์ต่อยอดขายของธุรกิจได้จริง


ใน Starbucks Reward Program จะมีบัตรสมาชิกที่เรียกว่า Starbucks Card ซึ่งคือบัตรเงินสดที่เราสามารถเติมเงินเข้าไปด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิต (ลักษณะคล้ายกับบัตร Smart Purse) และสามารถนำไปใช้จ่ายค่ากาแฟ ขนม แก้ว และสินค้าอื่นๆ ที่ขายในร้านสตาร์บัคส์ได้อย่างสะดวกกว่าวิธีอื่นๆ ไม่ต้องมารอเงินทอนหรือเซ็นบัตรกันทุกครั้ง

เมื่อลูกค้าซื้อครบทุกๆ 100 บาท จะได้รับ ดาว 1 ดวง สะสมเข้าไปในบัตร โดย ระดับของบัตร มี 3 ระดับ คือ “Welcome” “Green” และ “Gold”


  • Welcome Level ใครๆก็สามารถเป็นได้ทันที เพียงแค่นำบัตรสตาร์บัคมาลงทะเบียนที่ starbucks.co.th/Card มีสิทธิพิเศษคือนอกเหนือจากการสะสม “ดาว” ตามปกติแล้ว ภายใน 90 วันนับจากที่มีการใช้บัตรครั้งแรกหากซื้อเครื่องดื่มขนาด tall ครบ 12 แก้วจะได้รับเครื่องดื่มขนาด Tall ฟรีจำนวน 1 แก้วและหากสะสมดาวใน Level นี้ครบ 100 ดวงก็จะได้รับการเลื่อนขั้นให้เข้าสู่ Green Level
  • Green Level ต้องสะสมดาว 100 ดวง เมื่อเข้าสู่ Green Level สมาชิกของ Starbucks ในระดับนี้จะได้รับสิทธิพิเศษคือได้รับกาแฟฟรีพร้อมขนม 1 ชิ้นในเดือนเกิด, ได้รับสิทธิ์ให้ชิมกาแฟออกใหม่ฟรีก่อนใคร, รับส่วนลดพิเศษ 5% ในโอกาสหรือเทศกาลพิเศษตลอดทั้งปีรวมไปถึงยังได้รับปฏิทินสุดสวยเฉพาะสมาชิก Starbucks ในช่วงสิ้นปีของทุกๆ ปีอีกด้วย และเมื่อสะสมดาว (Star) ต่อไปจนครบ 250 ดวง ซึ่งก็คือใช้จ่ายประมาณ 25,000 บาท ภายในระยะเวลา 12 เดือนก็จะได้รับการปรับระดับให้เป็น Gold Level
  • Gold Level ต้องใช้ดาว 250 ดวง (และต้องการดาวเพิ่มอีก 250 ดาวทุกปีเพื่อคงสถานะ Gold ไว้ ลูกค้าน้อยคนที่เคยเป็น Gold และจะอยากถูกลดระดับมาเป็น Green) Gold Level นี่แหละค่ะที่ลูกค้าหลายคนใฝ่ฝันถึงเพราะเมื่อเราสะสมดาวได้มาจนถึงระดับนี้สิ่งที่เราจะได้รับก็คือบัตร Starbucks Gold ที่พิมพ์ชื่อของเราลงไปในบัตรถือเป็นบัตรเอกสิทธิ์เฉพาะตนจริงๆ นอกจากนี้ยังจะได้รับส่วนลดพิเศษ 10% ในเทศกาลสำคัญๆ ต่างๆ ตลอดทั้งปี, รับของขวัญพิเศษเฉพาะสมาชิกในวันเกิด, และรับสิทธิ์ในการเข้าร่วมงาน กิจกรรมหรือ Party ต่างๆ ที่ทาง Starbucks จัดขึ้น


สตาร์บัคโฆษณาบัตรใบนี้ในเชิงกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ลูกค้าจะเริ่มต้นด้วยสถานะ Welcome เมื่อได้ดาว 100 ดวง ก็จะกลายเป็นระดับ Green และหลังจากนั้นด้วยดาวอีก 250 ดวง ลูกค้าก็จะมาถึงจุดสูงที่สุด หรือ ระดับ Gold ซึ่งจะเป็นบัตรสีทอง สวยงาม วาววับ แถมยังมีการสลักชื่อของลูกค้าลงไปในบัตรด้วย เป็นอะไรที่ Customize ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้อะไรที่สื่อหรือ relate กับตัวเองได้


สำหรับคนที่ไม่อยากพกบัตร ก็จะมี Starbucks Mobile Application เป็นการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าขึ้นไปอีก ด้วยการใช้จ่ายที่สะดวกผ่านมือถือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมที่เป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามาและทำให้การรับรางวัลนั้นง่ายขึ้นมาก ตัวแอปนั้นมีฟังก์ชั่นต่างๆ มากมาย อาทิ

  • จ่ายเงินทางโทรศัพท์ได้และแสดงยอดคงเหลือแบบ real time
  • แสดงจำนวนดาวและสถานะของลูกค้า
  • หาตำแหน่งร้านที่ใกล้ที่สุด
  • แสดงบันทึกรายการซื้อขาย ดูของรางวัล
  • ลูกค้าสามารถรับข่าวสารสินค้าเมนูใหม่จากสตาร์บัค
  • ดาวน์โหลดแอ หนังสือ และเพลงฟรี ทุกอาทิตย์ใน “Pick of the Week”

การใช้แอป ทำให้เกิดความสะดวก ลูกค้าไม่ต้องพกบัตรอีกต่อไป บัตรสูญหายก็ไม่เป็นไร เพราะถูกเชื่อมโยงเก็บไว้ในแอปแล้ว จากในแอปยังเห็นภาพหน้าบัตรซึ่งตรงกับภาพบนบัตรจริงๆ และผู้ใช้ก็สามารถเชื่อมโยงผูกบัตรได้หลายใบ ในกรณีที่อยากจะสะสมภาพสวยๆ บนหน้าบัตร


โดยสรุปแล้ว My Starbucks Reward Program ก็เรียกว่าทำได้ครบวงจร ตั้งแต่บัตรพลาสติค เพื่อความสะดวกสบายในการชำระเงิน ต่อยอดมาเป็นแอปบนมือถือ ซึ่งนอกเหนือจากจะใช้ชำระเงินได้เหมือนบัตรพลาสติคแล้ว ก็ยังเป็นการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ไปสู่มิติใหม่ ที่ผู้ใช้งานสามารถรับและใช้สิทธิ์พิเศษต่างๆ ของสมาชิกซึ่งมีการส่งมาอยู่ตลอดเวลาในวาระต่างๆ รวมถึงดูยอดดาวสะสม และอัพเดทข้อมูลข่าวสารพิเศษจากสตาร์บัคส์ รวมถึงติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และ ค้นหาสาขาได้สะดวกยิ่งขึ้น

Starbucks เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจในการทำ Customer Loyalty ในยุคดิจิตอล

ทำยังไงให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอป


ในยุคปัจจุบัน แอปพลิเคชั่นต่างๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิต เพื่อให้ชีวิตคนเรามีความสะดวก สบายมากขึ้น ธุรกิจหรือร้านค้าต่างๆ ก็หันมาทำแอปเป็นของตัวเอง เมื่อทางร้านมีแอปเป็นของตัวเอง ก็ต้องการให้ลูกค้ามาดาวน์โหลดแอปเยอะๆ ซึ่งจะทำยังไงให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอป วิธีในการชักจูงให้ลูกค้ามาดาวน์โหลดมีหลากหลายวิธี เช่น การโปรโมทผ่านทางเว็บแฟนเพจ ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ


ทาง Loga มีก็เครื่องมือที่เข้ามาช่วยในการโปรโมทแอปของร้านค้าทำให้ลูกค้ารู้จักมากขึ้น และสะดวกต่อการดาวน์โหลดแอป Loga มีเครื่องมือที่มาช่วยก็คือ สแตนดี้ QR code สำหรับลูกค้าในการดาวน์โหลดแอปได้อย่างสะดวกมากขึ้น

การโปรโมทแอป หรือทำให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอป ทาง Loga ร้านค้าทำการปริ้นสแตนดี้ เมื่อลูกค้ามาถึงที่ร้านก็สามารถทำการสแกน QR code เพื่อสมัครบัตรสมาชิกของทางร้านได้เลย

วิธีง่ายๆ คือเข้าไปเว็บหลังบ้านของ Logaเข้าแท็บตั้งค่า คลิกพิมพ์สแตนดี้


สแตนดี้จะมี 2 ขนาด
1. สแตนดี้ขนาด A4 
QR code อันแรก เป็น QR code สแกน App Loga
QR code บัตรสมาชิก บัตรของทางร้าน


2. สแตนดี้ขนาด 4×6 นิ้ว
QR code อันแรก เป็น QR code สแกน App Loga
QR code บัตรสมาชิก บัตรของทางร้าน


สำหรับบางร้าน ที่มี Own app สแตนดี้ก็จะมีขนาด QR code เดียว คือ QR code ที่ทำการดาวน์โหลดแอปของตัวเองได้เลย

ตัวอย่าง QR code Own app

การมีสแตนดี้ QR code จะช่วยให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอปได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น 
สนใจมีแอปเป็นของตัวเอง คลิก http://www.loga.app

แจกคูปองดียังไง !



การแจกคูปองถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งในการขายสินค้าหรือบริการของธุรกิจในปัจจุบันที่ถือเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมการขาย

การขายสินค้าหรือบริการ ย่อมหวังผลกำไรเป็นสิ่งสำคัญ แต่จะทำได้ด้วยวิธีไหนบ้าง เพื่อเป็นการดึงลูกค้าให้มาซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งสิ่งที่สามารถดึงลูกค้าได้ และเป็นสิ่งสำคัญก็คือการจัดโปรโมชั่น หรือการแจกคูปอง

แต่การแจกคูปองให้ลูกค้า ร้านค้าบางร้าน อาจจะมีการผลิตเป็นคูปองกระดาษเพื่อแจกให้ลูกค้า ลูกค้าอาจจะได้รับทุกคน แต่ลูกค้าที่กลับมาใช้ไม่ใช่ทุกคนแน่นอน ปัญหาหรือสาเหตุ อาจจะเกิดมาจากลูกค้าลืมคูปองกระดาษ บางร้านหรือธุรกิจบางธุรกิจจึงเปลี่ยนมาแจกคูปองผ่านทางหน้าเว็บไซต์แทน เช่น แฟนเพจทาง Facebook หรือเว็บไซต์ของทางร้าน เรียกว่า E-coupon

ข้อดีของการแจกคูปองมีอะไรบ้าง
1. สามารถใช้คูปองเป็นตัวดึงลูกค้า
2. สามารถใช้คูปองแนะนำสินค้าหรือบริการใหม่ๆได้
3. สามารถใช้คูปองเป็นตัวกระตุ้นยอดขาย ให้ลูกค้าสนใจอยากจะมาซื้อหรือมาใช้บริการมากขึ้น
4. สามารถใช้คูปอง เป็นกลยุทธ์ดึงลูกค้าจากคู่แข่งได้

ข้อเสียของการแจกคูปอง
1. ไม่สามารถคาดหวังผลตอบรับได้แน่นอน
2. อาจจะเสียเวลา หรือทุนในการผลิตคูปองเพื่อแจกให้ลูกค้า
3. ไม่สามารถบังคับให้ลูกค้ามาใช้คูปองเราได้

ช่วงเวลาที่แจกคูปอง จะแจกเป็นรายสัปดาห์หรือแจกเป็นรายเดือน แล้วแต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการจัดโปรโมชั่นของทางร้าน ซึ่งการแจกคูปองในเวลาที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นยอดขายให้ดียิ่งขึ้น

การสร้างคูปองแจกลูกค้าทำได้เพียงง่ายๆ และประหยัดต้นทุนในการไม่ต้องผลิตเป็นคูปองกระดาษ เพียงใช้ Loga แอปพลิเคชันบัตรสมาชิกที่จะมาช่วยคุณ Support ในการทำ Marketing 
 สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างคูปองโดยผ่าน Loga ได้ที่ https://goo.gl/McNpEx

การเชื่อมโยงระบบ POS กับ Loga



ร้านที่มีระบบ Point-of-Sales (POS) ที่รองรับการขายและออกใบเสร็จให้ลูกค้าอยู่แล้ว หากมีความประสงค์จะใช้งาน Loga ร่วมกับ POS ที่มีอยู่ สามารถทำได้โดย ปรับระบบ POS ให้เชื่อมโยงกับระบบ Loga ผ่าน Loga API บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดวิธีการเชื่อมโยง สำหรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ

เตรียมการเบื้องต้น

การแสดงตัวอย่างทั้งหมดในบทความนี้ จะใช้ บัตรทดสอบ ซึ่งเป็นบัตรสมาชิกที่มีอยู่จริงในแอป Loga ซึ่งท่านสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจาก QR code ในภาพด้านล่าง หรือถ้าท่านยังใหม่กับ Loga โปรดดู ​​ทดลองใช้งานจริง


เริ่มต้นด้วย Login

ในการเรียกใช้งานฟังก์ชั่นใดๆ ของ Loga API ท่านจะต้อง Login เข้าสู่ระบบในฐานะร้านค้าก่อน โดยท่านจะต้องเตรียมบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านในฐานะร้านค้า ซึ่งคือบัญชีผู้ใช้ Longdo.com ของท่าน ที่ท่านใช้ตอนสมัครเป็นร้านค้าใน Loga (ซึ่งอาจจะเป็นตัวเดียวกันหรือคนละตัวกับ บัญชีผู้ใช้ในฐานะผู้ใช้ ในหัวข้อก่อนหน้านี้ก็เป็นได้)

เพื่อความสะดวก ในบทความนี้จะใช้บัญชีผู้ใช้ทดสอบ ชื่อ carddemo

การ Login สามารถทำได้โดยการเรียก service login ของ Loga API โดยมีตัวแปรที่สำคัญที่ต้องส่งไป คือ

  • user ชื่อบัญชีผู้ใช้ของร้านค้า เช่น carddemo
  • pass รหัสผ่าน เข้ารหัสด้วย MD5 เช่น longdocards1234 เข้ารหัสแล้วจะกลายเป็น c8eda2afe10aa5ac8ef0fd0af8389fdf
  • uuid unique ID ที่ระบุถึงตัว device ที่เรียกใช้ (ซึ่งไม่ควรจะซ้ำกัน ในกรณีที่เรียกใช้จากหลายเครื่อง) ซึ่งท่านสามารถกำหนดเป็นค่าอะไรก็ได้ ตัวอย่าง เช่น pos_station_1

ตัวอย่างการเรียก service login
https://card.longdo.com/api/main/login?user=carddemo&pass=c8eda2afe10aa5ac8ef0fd0af8389fdf&uuid=pos_station_1

หลังจากที่ Login แล้ว จะได้ผลลัพธ์ในรูปแบบ JSON ตัวอย่าง เช่น {“code”:200,”msg”:”ok”,”data”:{“token”:”9ca98513a374721298653cc13f8a48d965431bc6″,”mid”:”1″,”name”:”Longdo.COM”,”position”:”S”,”store_id”:”0″}}
ซึ่งมีสิ่งที่สำคัญคือ Token 9ca98513a374721298653cc13f8a48d965431bc6 ซึ่งให้เก็บค่าไว้ใช้เรียก web service อื่นๆ ต่อไป

การพิมพ์ตั๋วแต้ม

เมื่อลูกค้ามีการใช้จ่ายที่ร้าน และร้านค้าต้องการให้แต้มแก่ลูกค้า วิธีหนึ่งที่ทำได้ คือ ให้ระบบ POS พิมพ์ QR Code ของตั๋วแต้ม ต่อท้ายในใบเสร็จที่มอบให้แก่ลูกค้าเลย ลักษณะจะเป็นคล้ายตัวอย่างในภาพด้านล่าง และลูกค้าสามารถเปิดแอป Loga ขึ้นมากดสแกนเพื่อรับแต้มจากตั๋วแต้มดังกล่าวได้ โดยตั๋วแต้ม 1 ใบ จะสามารถใช้ได้เพียง 1 ครั้ง ไม่สามารถใช้ซ้ำได้

การพิมพ์ตั๋วแต้ม QR สำหรับรับแต้มในใบเสร็จ มีข้อดีคือ ผู้ใช้ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแอป สามารถนำใบเสร็จกลับไปค่อยๆ ลองทำที่บ้านได้ ไม่เกิดการล่าช้าที่แคชเชียร์
วิธีการสร้างตั๋วแต้ม QR ดังกล่าว คือ ให้ระบบ POS เรียก service create_ticket โดยมีตัวแปรที่จะต้องส่งดังนี้


  • card_id รหัสบัตรสมาชิกของร้านค้าท่าน ซึ่งจะได้ตอนสร้างบัตรสมาชิก ตัวอย่าง เช่น บัตรทดสอบ มีค่า card_id 44
  • amount จำนวนแต้มที่จะมอบให้กับลูกค้า เช่น 8
  • token ค่า Token ที่ได้จากการเรียก service login ก่อนหน้านี้
  • uuid unique ID ที่ระบุถึงตัว device ที่เรียกใช้ เช่น pos_station_1

ตัวอย่างการเรียกใช้ service create_ticket ดังนี้
https://card.longdo.com//api/points/create_ticket?card_id=44&amount=1&token=9ca98513a374721298653cc13f8a48d965431bc6&uuid=pos_station_1
ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ค่า Serial สำหรับ QR Code ที่จะพิมพ์ออกในใบเสร็จ ตัวอย่างผลลัพธ์ เช่น

{“code”:200,”msg”:”ok”,”data”:{“serial”:”5268083668312354″}}

ค่า serial ที่ได้ (5268083668312354) ให้นำมาเติมด้านหน้าด้วย TK: ให้กลายเป็น TK:5268083668312354 แล้วนำไปสร้างเป็นรหัส QR Code พิมพ์ออกต่อท้ายในใบเสร็จสำหรับให้ลูกค้า ตามตัวอย่าง ดังภาพ


การระบุตัวตนลูกค้า

ลูกค้าที่ลงแอปลองดูการ์ดหรือ Custom App ของร้านค้าท่าน และเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว จะมีเลข id ประจำตัว เรียกว่า uid (User ID) อยู่ ซึ่งหากระบบ POS ต้องการทราบหมายเลข uid อันนี้ สามารถขอให้ลูกค้าเปิดหน้าจอบัตรสมาชิกร้านของท่านในแอป ซึ่งจะมีรหัส QR code ที่มีค่าเลข uid อยู่ แล้วเจ้าหน้าที่ร้านใช้อุปกรณ์ Bar code reader อ่านค่า QR code จากหน้าจอของลูกค้า ตามตัวอย่างหน้าจอดังภาพ


การสแกน QR code จากหน้าจอลูกค้า จะได้ผลลัพธ์ เช่น
c1:266099:5BA9:219:A7KFOWYJ:311322
ซึ่งมีค่าที่สำคัญที่เราสนใจ คือ รหัสประจำตัวผู้ใช้ uid ซึ่งจะอยู่ในคอลัมน์ที่สอง จากตัวอย่างข้างต้น ค่า uid จะเป็น 266099 ซึ่งระบบ POS สามารถเก็บค่านี้ไว้ เพื่อใช้ในการดึงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ใช้, ให้หรือตัดแต้ม, และอื่นๆ ต่อไป

การให้แต้ม

นอกเหนือจากวิธีการพิมพ์ตั๋วแต้ม QR, ระบบ POS สามารถเพิ่มแต้มให้ลูกค้าได้โดยตรงเข้าสู่แอปของลูกค้าเลย โดยขั้นแรกให้ลูกค้าเปิดหน้าจอบัตรสมาชิกร้านของท่านในแอป Loga แล้วทางร้านใช้ QR reader เพื่อระบุตัวตนให้ได้ uid ของลูกค้าก่อนตามที่อธิบายไปในหัวข้อก่อนหน้านี้
จากนั้นให้เรียก service add_customer_point เพื่อเพิ่มแต้มให้ลูกค้า โดยต้องส่งพารามิเตอร์ดังต่อไปนี้

  • card_id รหัสบัตรสมาชิกของร้านค้าท่าน ซึ่งจะได้ตอนสร้างบัตรสมาชิก ตัวอย่าง เช่น บัตรทดสอบ มีค่า card_id 44
  • cuid รหัสประจำตัวผู้ใช้ uid ของลูกค้าที่เราต้องการจะให้แต้ม ที่ได้จากการสแกนหน้าจอลูกค้า เช่น 266099
  • point จำนวนแต้มที่จะมอบให้กับลูกค้า
  • remark ข้อความหมายเหตุซึ่งจะปรากฎในหน้าจอของลูกค้า

ตัวอย่างการเรียก service เพื่อให้คะแนน 8 แต้ม แก่ผู้ใช้ carddemo โดยมีรายละเอียดว่า “From POS” เป็นดังนี้
https://card.longdo.com/api/points/add_customer_point?card_id=44&point=8&remark=From%20POS&cuid=266099&token=9ca98513a374721298653cc13f8a48d965431bc6&uuid=pos_station_1

หลังจากที่เรียก service แล้ว ที่หน้าจอลูกค้าจะปรากฎรายการได้รับแต้มเพิ่มขึ้นมาตามตัวอย่างดังภาพ


การใช้แต้ม

เมื่อลูกค้าขอใช้แต้มแลกของรางวัลกับทางร้าน ระบบ POS สามารถสั่งตัดแต้มโดยตรงจากลูกค้าได้โดยการเรียก service bulk_use_point โดยต้องส่งพารามิเตอร์ดังต่อไปนี้ (ระวัง: ฟังก์ชั่นนี้รับค่าที่ส่งเป็น array ดังนั้นจึงต้องมีตัวอักษร [] ต่อท้ายชื่อตัวแปร)

  • card_id รหัสบัตรสมาชิกของร้านค้าท่าน ซึ่งจะได้ตอนสร้างบัตรสมาชิก ตัวอย่าง เช่น บัตรทดสอบ มีค่า card_id 44
  • cuid[] รหัสประจำตัวผู้ใช้ uid ของลูกค้าที่เราต้องการจะให้แต้ม ที่ได้จากการสแกนหน้าจอลูกค้า เช่น 266099
  • point[] จำนวนแต้มที่จะหักจากลูกค้า
  • remark[] ข้อความหมายเหตุซึ่งจะปรากฎในหน้าจอของลูกค้า

ตัวอย่างการเรียก service เพื่อตัดแต้ม 4 แต้มจากลูกค้า เพื่อแลกของรางวัลสมมติชื่อ “Test Reward 1” เป็นดังนี้
https://card.longdo.com/api/points/bulk_use_point?card_id=44&point%5B%5D=1&remark%5B%5D=Test%20Reward%201&cuid%5B%5D=266099&token=9ca98513a374721298653cc13f8a48d965431bc6&uuid=pos_station_1
เมื่อลูกค้าเปิดแอปขึ้นมาดูจะพบรายการตัดแต้มดังต่อไปนี้


การดูรายละเอียดลูกค้า

ร้านค้าสามารถขอทราบรายละเอียดของลูกค้าได้ โดยให้ลูกค้าแสดงหน้าจอ App แล้ว Scan QR เพื่อดึงข้อมูล รหัสประจำตัวผู้ใช้ uid ของลูกค้า หลังจากนั้น สามารถเรียกดึงข้อมูลรายละเอียดพื้นฐานของผู้ใช้แอปที่เป็นสมาชิกบัตรของร้านได้ผ่าน service get_customer_info โดยส่งพารามิเตอร์ดังต่อไปนี้

  • card_id รหัสบัตรสมาชิกของร้านค้าท่าน ซึ่งจะได้ตอนสร้างบัตรสมาชิก ตัวอย่าง เช่น บัตรทดสอบ มีค่า card_id 44
  • cuid รหัสประจำตัวผู้ใช้ uid ของลูกค้า เช่น 266099 หรือ หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้า เช่น 0811234567

ตัวอย่างการเรียก service get_customer_info โดยระบุ uid (ซึ่งได้จากการสแกนหน้าจอแอปลูกค้า)
https://card.longdo.com/api/main/get_customer_info?card_id=44&cuid=266099&token=9ca98513a374721298653cc13f8a48d965431bc6&uuid=pos_station_1

ตัวอย่างการเรียก service get_customer_info โดยระบุหมายเลขโทรศัพท์มือถือของลูกค้า
https://card.longdo.com/api/main/get_customer_info?card_id=44&cuid=0811234567&token=9ca98513a374721298653cc13f8a48d965431bc6&uuid=pos_station_1

ผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับผู้ใช้ ในรูปแบบ JSON เช่น

  • mail อีเมล์
  • fname ชื่อผู้ใช้
  • level และ level_text ระดับชั้นของผู้ใช้ เช่น 0 — Standard, 1 — VIP ซึ่งแล้วแต่ร้านค้าจะเป็นผู้กำหนดเอง

ตัวอย่างผลลัพธ์ของ service get_customer_info (ดูบริเวณที่มีการ hi-light)


การเปลี่ยนระดับลูกค้า

Loga มีฟีเจอร์ที่ร้านค้าสามารถตั้งค่าบัตรสมาชิกให้มีหลายระดับได้ เช่น Standard, VIP เพื่อสิทธิ์ประโยชน์ที่ต่างกัน เช่น สมาชิกทุกคนเริ่มต้นจะอยู่ที่ระดับ Standard และหากถ้าใช้จ่ายครบตามยอดที่กำหนด หรือเมื่อชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ก็จะเปลี่ยนไปอยู่ในระดับ VIP ที่สูงขึ้น ได้รับสิทธิ์ประโยชน์ที่สูงขึ้น เป็นต้น

เมื่อร้านค้าต้องการเปลี่ยนระดับลูกค้า สามารถเรียกใช้ service set_customer_profile และระบุค่า level ให้เป็นระดับที่สูงขึ้น โดยต้องใส่พารามิเตอร์เพิ่มเติมดังนี้

  • cuid รหัสประจำตัวผู้ใช้ uid ของลูกค้า เช่น 266099 หรือ หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้า เช่น 0811234567
  • level ระดับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนให้เป็น (เป็นค่า level id เช่น 0, 1, 2)

ตัวอย่างการเรียก service get_customer_info โดยตั้งให้ผู้ใช้หมายเลข 266099 เปลี่ยนระดับเป็น VIP (level id = 1)
https://card.longdo.com/api/main/set_customer_profile?card_id=44&cuid=266099&token=9ca98513a374721298653cc13f8a48d965431bc6&uuid=pos_station_1&level=1

ร้านค้าเตรียมตัวให้พร้อมกับ“พร้อมเพย์”



พร้อมเพย์คืออะไร

พร้อมเพย์ (PromptPay) คือการเชื่อมโยงระหว่างบัญชีธนาคาร, หมายเลขโทรศัพท์, และหมายเลขบัตรประชาชน โดยมีระบบการโอนเงินที่ใช้ข้อมูลอันใดอันหนึ่งในสามอย่างนี้ ก็สามารถโอนถึงกันได้


ทำให้เราสามารถโอนหรือรับโอนเงินโดยการใช้เบอร์โทร (ซึ่งมีข้อดีคือ เพื่อนเราอาจจะรู้อยู่แล้ว) หรือ เลขบัตรประชาชน (ซึ่งกรณีรับเงินจากภาครัฐ เช่น คืนภาษีอะไรต่างๆ ซึ่งรัฐจะทราบเลขที่บัตรประชาชนของเรา แต่ไม่ทราบเลขบัญชีธนาคาร)

ที่สำคัญอีกอย่าง คือ การโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ (ยัง) ฟรี ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แทนที่จะต้องเสียค่าโอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาข้ามธนาคาร หรือ ข้ามจังหวัด

ร้านค้าต้องทำอะไร

ร้านค้าสามารถใช้ประโยชน์จากพร้อมเพย์ได้ในการรับชำระเงิน โดยการแปะ QR พร้อมเพย์ของร้านค้าไว้ให้ลูกค้าสแกนเพื่อชำระเงิน โดยหน้าตาจะเป็นอะไรประมาณนี้


QR Code ด้านบน แท้จริงก็คือ ชุดตัวเลขตัวหนังสือยาวๆ ตามมาตรฐาน EMVcoที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเลือกใช้ โดยตัวอย่าง QR ข้างต้นจะเป็นตัวเลขดังนี้

0020101021129370016A000000677010111021301055481167615802TH53037646304C0C5

ซึ่งจะเห็นว่ามีตัวเลข 0105548116761 ซึ่งเป็นเลขประจำตัวนิติบุคคลบริษัท ถ้ามีการโอนเงินเข้ามา ก็จะเข้าไปยังบัญชีที่บริษัทนี้ผูกไว้ ซึ่งในกรณีของร้านค้าของท่าน อาจจะเป็นเลขประจำตัวนิติบุคคล หรือ เบอร์โทรศัพท์ที่ผูกไว้ก็ได้

แล้วลูกค้าจะชำระเงินอย่างไร

ลูกค้าสามารถใช้แอปต่างๆ ที่รองรับการ PromptPay QR Code โดยจะแบ่งเป็นสองส่วนดังนี้

  1. แอปของธนาคาร เมื่อมีการสแกน จะเป็นการชำระเงินตรงไปยังบัญชีเงินฝากของท่านในธนาคารนั้นๆ ทันที
  • SCB Easy ของธนาคารไทยพาณิชย์
  • K Plus ของธนาคารกสิกรไทย

2. แอปอื่นๆ เช่น

  • Longdo Cards หรือ แอปของร้านของท่านเอง สามารถตั้งค่าให้รองรับการชำระเงินผ่าน QR Prompt Pay ได้ โดยจะเป็นการตัดเครดิตเงินที่ลูุกค้าเติมเข้าไปในแอปไว้ก่อนแล้ว (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม / Longdo Pay) จะเห็นว่าลูกค้ามีทางเลือกได้หลากหลายในการชำระเงิน ไม่ผูกติดกับแอปใดแอปหนึ่ง

ข้อมูุลเพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม

Money to Point


ฟีเจอร์ Money to Point คือ ฟีเจอร์การให้แต้มของร้านค้าแต่ละร้านไม่เหมือนกัน บางร้านมีการให้แต้มลูกค้าโดยตรง การให้แต้มลูกค้ามีหลายวิธี ทางร้านสามารถให้แต้มลูกค้าได้ผ่านทางหลังบ้าน, Merchant App, Excel และ API เป็นต้น

ในบางร้านมีการให้แต้มจากการแปลงยอดขายเป็นแต้ม อย่างเช่น ร้านเสื้อผ้าที่มีการแปลงยอดขายให้กลายเป็นแต้มเพื่อให้ลูกค้าสะสมแต้ม ทางร้านไม่ต้องมานั่งคิดคำนวณการแปลงด้วยตัวเอง แต่สามารถตั้งค่าการแปลงได้เองผ่านทางหลังบ้านของ Loga เช่น ซื้อสินค้า 1,000 บาท ได้แต้ม 10 แต้ม เป็นต้น บางรายการ การให้แต้มไม่เหมือนกันสามารถตั้งแยกเป็นหมวดหมู่ได้

ขั้นตอนการตั้งค่า Money to Point

  1. เปิดเว็บหลังบ้าน www.loga.app ทำการเข้าสู่ระบบ เลือกแท็บตั้งค่า


2. กดเพิ่ม Money to Point ตั้งค่าตามที่ต้องการ เช่น 1,000 บาท ได้ 1 แต้ม เป็นต้น


เมื่อทำการตั้งค่า Money to point เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถทำการให้แต้มลูกค้าผ่านทางหลังบ้านหรือ Merchant App ได้เลย

การให้แต้มโดย Merchant app

  1. เมื่อเปิดเข้ามา จะพบว่าหน้าแรกของ Merchant App จะแสดงดังรูป เป็นขั้นตอนแรกในการเข้าสู่ฟีเจอร์การจัดการระบบสมาชิกของลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยสามารถเลือกเป็นการสแกน QR code หรือพิมพ์เบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าก็ได้


2. เข้าไปที่หน้าสมาชิก จะแสดงจำนวนแต้มสะสมของสมาชิก ทำการให้แต้มตามขั้นตอน


Money 2 Point สามารถช่วยอะไรร้านค้าได้บ้าง?

ช่วยให้ร้านค้าไม่ต้องมานั่งคิดคำนวณการแปลงยอดขายหรือยอดซื้อเป็นแต้มเอง แต่สามารถให้แต้มลูกค้าโดยการใส่เพียงยอดขายหรือยอดซื้อได้เลย ระบบของเราจะทำการแปลงเป็นแต้มให้ลูกค้า